อัพเดททุกความเคลื่อนไหว Work and Holiday Visa

สมัคร WAH AUS 2561 กับ VFS

การยื่นขอหนังสือรับรองคุณสมบัติและยื่นวีซ่า Work and Holiday Australia ปี 2018

ขั้นตอนการยื่นขอหนังสือรับรองคุณสมบัติและยื่นวีซ่า Work and Holiday 2018  เช่นเดียวกันกับทุกๆปี การจะได้รับวีซ่า Work and Holiday Australia จะต้องมีขั้นตอนหลักๆ สองขั้นตอนคือ

1. การขอหนังสือรับรองคุณสมบัติจาก ดย. ซึ่งเป็นการสมัครในระบบออนไลน์ (Online) โดยหากสมัครทันโควต้า เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2561 ที่ผ่านมา ก็ต้องไปยื่นตรวจเอกสารต่างๆ และทำสัมภาษณ์กับ ดย. ตามวันเวลาที่กำหนดโดยปี 2561 คือวันที่ 16-17 มิถุนายน 2561  ที่ผ่านมา โดยปกติแล้วการสัมภาษณ์ จะเป็นการตรวจสอบเอกสารและพูดคุยเกี่ยวกับแผนการเดินทางที่จะไปออสเตรเลีย ซึ่งก็เป็นแผนการเดินทางที่เราเขียนไปนั่นเองครับ การสัมภาษณ์จะเป็นภาษาไทย เมื่อผ่านขั้นตอนนี้ ทาง ดย. ก็จะนัดให้เราไปรับรองเพื่อเอาไปใช้ในการขอวีซ่าต่อไป โดยปี 2561 จะเป็นวันที่ 2  กรกฏาคม 2561  นัดรับที่ห้องบอลรูม โรงเเรมอิสติน มักกะสัน ระหว่างเวลา 9.00-16.00 น  โดยหากไม่มารับจะถือว่าสละสิทธิ์ 

ใบรับรอง ดย จะเป็นกระดาษเอสี่ ตราครุฑ ในใบรับรองจะระบุชื่อ เเละนามสกุลผู้สมัคร เมื่อเราได้รับหนังสือใบรับรองควรตรวจสอบ ชื่อเเละนามสกุลให้ดีๆ เพราะข้อมูลจะต้องตรงกับ Passport ที่ใช้ยื่นวีซ่ากับ VFS  เเละเราควรทำสำเนาไว้ด้วย เพราะ ทาง ดย. จะออกใบรับรองให้เเค่ครั้งเดียวเท่านั้น

 

 

 

2.การขอวีซ่าจากสถานทูตออสเตรเลีย ผ่านตัวแทนรับยื่นวีซ่า บริษัท VFS โดยในส่วนขั้นตอนนี้เอกสารและหลักฐานประกอบการสมัคร ค่อนข้างมีรายละเอียดเยอะกว่าขั้นตอน ดย. โดยหลักฐานต่างๆ ที่สถานทูตกำหนดที่เป็นภาษาไทย ต้องแปลเป็นภาษาอังกฤษครับ

หลักฐานการยื่นวีซ่า ผ่านบริษัทรับยื่นวีซ่า VFS

การยื่นวีซ่า Work and Holiday ผู้สมัครจะต้องไปยื่นด้วยตนเองครับ เพื่อที่จะได้ไปทำไบโอเมตทริกซ์ หรือ การเก็บข้อมูลอัตลักษณ์บุคคล ซึ่งก็คือการไปถ่ายรูปผู้สมัครเเละสเเกนลายนิ้วมือ  โดยสามารถไปที่ VFS กทม หรือสำหรับผู้สมัครที่มีภูมิลำเนาที่ภาคเหนือก็สามารถไปที่ VFS สาขาเชียงใหม่ได้ครับ  โดยการไปที่ VFS เพื่อยื่นวีซ่า WAH ต้องทำการนัดหมายก่อนไปครับ

วิธีการนัดหมายที่ VFS 

วันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 ผู้สมัครที่จะยื่นคำร้องขอวีซ่าและหรือเก็บข้อมูลไบโอเมตริกซ์ ที่ VFS ต้องนัดหมายทาง website

สำหรับการเดินทางไป VFS สาขา กทม สามารถไปได้ตามลิงค์ นี้ครับ

HOW  TO  VFS  BKK 

หลังจากที่ VFS ได้ย้ายไปที่ตั้งใหม่ ไปที่อาคารเดอะเทรนดี้ ออฟฟิศ ชั้น 28 ตั้งเเต่วันที่ 21 เมษายน ที่ผ่านมา…

โพสต์โดย แม้ว บนยอดเขาอันหนาวเหน็บ เมื่อ วันพฤหัสบดีที่ 24 กรกฎาคม 2014

 

เอกสารที่ต้องใช้ในวันยื่นใบสมัครที่ VFS  คือ

1. Work and Holiday Application Checklist แนะนำให้ใช้ฟอร์มนี้เป็นใบแปะหน้าเอกสารอื่นๆที่เรายื่นกับทาง VFS เพื่อสะดวกสำหรับ เจ้าหน้าที่ VFS และตัวเราเองด้วยที่จะตรวจว่าเอกสารครบที่ยื่นไปครบถ้วนหรือไม่ ใบปะหน้าเอกสารจากสถานทูตออสเตรเลีย (หน้าที่ 5)

LIST DOC VFS

2. แบบฟอร์ม Application for Work and Holiday Visa Form 1208 (Design date 04/16) ที่กรอกเรียบร้อย โดยฟอร์มล่าสุดในเวบ border.gov.au    โดยผู้สมัครสามารถปรินท์ฟอร์ม 1208 แล้วกรอกด้วยลายมือ หรือพิมพ์ใน PDFแล้วปรินท์ออกมาได้เลย แต่อย่าลืมในหน้า 13 ในส่วนของ Signature of applicant ก็ลงลายชื่อของเราเองภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษก็แล้วแต่ตามหน้า Passport มีข้อแนะนำเกี่ยวกับฟอร์ม 1208 ให้พิมพ์จะดีกว่าเนื่องจาก เจ้าหน้าที่จะได้สามารถอ่านได้ง่าย ไม่มีปัญหาเรื่องลายมือที่อาจจะอ่านไม่ออก แต่หากไม่สะดวกก็สามารถปรินท์แบบฟอร์มมาและใช้ปากกากรอกด้วยลายมือที่เรียบร้อย BLOCK LETTERS ครับ

ใบสมัคร Work and Holiday Visa Form 1208

ตัวอย่างการกรอก 1208

ข้อแนะนำ:

-ฟอร์ม1208 ที่กรอกด้วยมือหรือพิมพ์เรียบร้อยแล้วแนะนำว่าให้ทำสำเนาเก็บไว้เพื่อเป็นหลักฐานส่วนตัวไว้อีกหนึ่งชุดด้วยครับ

3. ค่าธรรมเนียมวีซ่า 11,950 บาท (อัพเดทวันที่ 29  มิถุนายน 2561 ) โดยเราสามารถนำเงินสดไปจ่ายค่าธรรมเนียมวีซ่าที่ VFS ได้เลย หรือใครไม่อยากพกเงินสดมาก็ซื้อเป็น Cheque กับธนาคารมาล่วงหน้า โดยชำระเป็น Cashier’s Cheque หรือ Bank Draft ที่ซื้อจากธนาคารในกรุงเทพฯ, จ.นนทบุรี, จ.ปทุมธานี หรือจ.สมุทรปราการ สั่งจ่าย “Australian Embassy Bangkok” โดยมีค่าธรรมเนียม VFS 883  บาท ที่ต้องจ่ายเพิ่ม เเละต้องเสียค่าบริการให้ VFS เป็นค่าส่งผลพิจารณาวีซ่า โดยเสียค่าธรรมเนียมเพิ่ม 200 บาท ครับ

4. Passport ตัวจริงพร้อมสำเนา 2  ชุด โดยวันหมดอายุมากกว่าระยะเวลาที่จะไปอยู่ออสเตรเลีย คือ 1 ปี หรือมีอายุเหลือขั้นต่ำ 6 เดือน
4.1 สำเนาเฉพาะหน้าเเรกที่มีรูปถ่าย 1 ชุด ชุดนี้เจ้าหน้าที่จะเย็บติดกับใบเสร็จค่าธรรมเนียมวีซ่า เเละใช้เมื่อมารับผลพิจารณาวีซ่า จนท จะคืนส่วนนี้ให้เรา
4.2 สำเนาเฉพาะหน้าเเรกที่มีรูปถ่าย + หน้าวีซ่าประเทศอื่นๆที่มีอยู่ในเล่ม รวมถึงประวัติการเข้า-ออก ประเทศอื่นๆ ที่มีในเล่มหนังสือเดินทาง จนท จะเก็บไปเพื่อให้ทางสถานทูตพิจารณา เหตุที่ถ่ายสำเนาหน้าที่มีวีซ่าประเทศอื่นๆ เนื่องจาก ทาง VFS จะไม่เก็บพาสปอร์ตตัวจริงไป ดังนั้น เพื่อให้ จนท เห็นประวัติการเดินทางจึงต้องทำสำเนาหน้าประวัติการเดินทางไปครับ
ตัวอย่าง 4.2
Travel History

5. ทะเบียนบ้านหรือสูติบัตร ที่มีชื่อบิดาและมารดาของเรา (เลือกใช้ได้อย่างใดอย่างหนึ่งพร้อมแปล ) โดยปกติจะเลือกใช้ทะเบียนบ้านกันเพราะจะเเปลได้ง่ายกว่าสูติบัตรครับ

ฟอร์มการเเปลทะเบียนบ้าน
แปลทะเบียนบ้าน

6. ใบเปลี่ยนชื่อ-สกุล เมื่อเรามีการเปลี่ยนชื่อหรือนามสกุลมาก่อน เราต้องแนบหลักฐานคือใบเปลี่ยนชื่อ สกุล และเราต้องแจ้งรายละเอียดใน Form 1208 ในข้อ 2.Have you been known by any names ? พร้อมใบแปลเป็นภาษาอังกฤษด้วยครับ

ฟอร์มการเปลี่ยนชื่อ

7. รูปถ่ายสีขนาด 2 นิ้ว (45×35 mm) จำนวน 2 รูป : หน้าตรงและใบหน้าชัดเจน ถ่ายให้เห็นหัวและไหล่ พื้นหลังเรียบ และอย่าลืมเขียนชื่อภาษาอังกฤษ และหมายเลขพาสปอร์ต เราด้านหลังทั้งสองรูปด้วย อายุไม่เกิน6 เดือน

8.หลักฐานผลภาษาอังกฤษ IELTS / TOEFL หรือใบรับรองว่ามีการเรียน International Program / English Program ซึ่งโดยปกติต้องไปติดต่อที่สำนักทะเบียนผลของมหาวิทยาลัยของตัวเองที่จบการศึกษามาครับ ทั้งกระบวนการเเละขั้นตอนก็เเตกต่างกันไปในเเต่ละมหาวิทยาลัย อย่างจุฬาลงกรณ์ ก็ไปติดต่อที่สำนักทะเบียนและประมวลผล โดยไปกรอกฟอร์ม CR26 (หนังสือรับรองคุณวุฒิ) ฉบับภาษาอังกฤษ โดยใช้เวลา 3 วันครับ

 

เกณฑ์ภาษาอังกฤษ Functional English
You must provide evidence that you have functional English. This can be:

Achieved an IELTS average band score of at least 4.5 based on the four test components of speaking, reading, writing and listening in a test conducted no more than 1 years before lodging thevisa application. For visa purposes applicants only need to sit the General Training Module or

-Achieved a TOEFL score of 133 on a computer based test, or 450 on a paper based test or
45-46 on an internet-based test, no more than 2 years before lodging the visa application or

-Passed the Occupational English Test no more than 2 years before lodging the visa
application or

-Completed all years of primary education and at least 3 years of secondary education at an
educational institution in which all instruction was conducted in English or

-Completed at least 5 years of secondary education (high school) at an educational institution
in which all instruction was conducted in English or

-Completed a post-secondary qualification that required at least 2 years of full-time study or
training, in which all tuition was in English or

-Successfully completed, in Australia, at least 1 year of full-time study or equivalent part time
study towards a degree, higher degree, diploma or associate diploma at an institution or institutions where all the instruction was conducted in English

 

9.หลักฐานการศึกษา ปกติก็จะยื่นไปทั้งใบรายงานผลการศึกษา ( Transcript ) และใบรับรองการจบจากมหาวิทยาลัย หากทางมหาวิทยาลัยออกเป็นภาษาไทย ก็ควรไปขอฉบับภาษาอังกฤษครับ เพราะหากจะยื่นฉบับภาษาไทยไป ก็ต้องแปลซึ่งคงไม่สะดวกนักหากต้องแปล ใบรายงานผลการศึกษา ( Transcript ) ที่มีรายละเอียดค่อนข้างเยอะครับ

10. หลักฐานการเงิน

Evidence that you have adequate personal funds, or access to adequate funds to support yourself during the period of intended stay, for example, a current bankbook or bank statement with at least 6 months history of transactions. Cash or credit cards are not sufficient evidence of funds. If you are providing a bankbook, you are required to provide the photocopy and original bankbook which will be returned to you.

โดยหลักฐานการเงินต้องเป็นเป็นบัญชีออมทรัพย์ของผู้สมัครเอง ที่มีเงินคงเหลือ 5,000 AUD ขึ้นไป โดยใช้เป็น ใบรับรองทางการเงินเป็นภาษาอังกฤษ ( confirmation account letter )  ซึ่งใบนี้คือหนังสือรับรองจากทางธนาคารที่เรามีบัญชีครับ โดยปกติในใบรับรองเงิน นั้นจะระบุ เลขที่บัญชี / ชื่อเจ้าของบัญชี / ประเภทของบัญชี / จำนวนเงินที่มีอยู่ ณ วันที่ขอหนังสือรับรอง โดยต้องขอให้ธนาคารแปลงค่าเงินบาทที่มี ให้เป็นค่าเงิน AUD ครับ โดยต้องมีมากกว่า 5000 AUD ขึ้นไป / เรทอัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่ไปขอวีซ่า XX.XX Baht = XX.XX AUD

โดยปกติแล้ว ในการขอใบรับรองทางการเงินเป็นภาษาอังกฤษ  ( confirmation account letter ) จะแล้วแต่ธนาคารครับว่ามีขั้นตอนอย่างไร เช่นสามารถขอได้ทุกสาขา หรือต้องไปขอในสาขาที่เราเปิดบัญชีเท่านั้น ระยะเวลาในการรอเพื่อรับใบรับรอง บางธนาคารรอรับได้เลย หรือบางธนาคารต้องใช้เวลา 3-5 วันถึงจะได้ รวมถึงค่าธรรมเนียมในการขอใบรับรองซึ่งปกติจะเสียค่าธรรมเนียม 100-200 บาทแล้วแต่ธนาคาร ดังนั้นจึงควรเตรียมเอกสารให้พร้อม โดยปกติหนังสือรับรองการเงิน จะมีอายุ 1 เดือนเท่านั้น ดังนั้นต้องเตรียมเรื่องเวลาเพื่อที่จะเอาเอกสารไปใช้กับสถานทูตให้ดีครับ

*** ข้อแนะนำเพิ่มเติมคือระหว่างยื่นขอวีซ่าห้าม เบิก ถอน เงินในบัญชีจนมีเงินในบัญชีต่ำกว่า 5000 AUD ***

ในช่วงปี 2554 เป็นต้นมา ทางสถานทูตออสเตรเลียมีความเข้มงวดในเรื่องหลักฐานการเงินเพิ่มมากขึ้นดังนั้นผมขอแนะนำหลักฐานเพิ่มเติมสำหรับยื่น VFS ดังนี้ครับ
1.สมุดบัญชีตัวจริง ที่ใช้ขอวีซ่าครับ ซึ่งก็คือสมุดบัญชีที่เป็นอันเดียวกับบัญชีที่เราใช้ขอ ใบรับรองการเงิน ( Bank guarantee) โดยสมุดบัญชีนี้ควรมี อัพเดทสม่ำเสมอ สามารถเห็นย้อนหลังไปได้ในหกเดือน

1.1 Bank Statement หากเผอิญเราเปลี่ยนสมุดบัญชีเล่มใหม่ทำให้เห็นยอดเคลื่อนไหว 1-3 เดือนเท่านั้น หรือไม่ค่อยได้อัพเดทสมุดบัญชี เราก็ต้องขอ Bank Statement รายการเคลื่อนไหวทางบัญชีของบัญชีเราเอง ซึ่งใน Bank Statement จะโชว์ธุรกรรมที่เราเคยทำทุกรายการไม่ว่า จะเป็นการฝาก การถอน ครับ โดยทางธนาคารจะปรินท์ ออกมาให้เราย้อนหลังตามที่เรากำหนด ซึ่งก็แล้วแต่ธนาคารอีกว่ามีค่าธรรมเนียมหรือไม่ ใช้เวลาขอนานเท่าไหร่ โดยปกติ ทาง ธนาคารจะถามเราเองว่าต้องการแบบไหน ถ้าแบบไม่เป็นทางการ ธานาคารสาขาที่เราไปขอก็จะปรินท์ลงกระดาษ A4 ให้เราได้เลย แต่หากเป็นแบบทางการซึ่งปกติจะต้องเสียเงิน ก็จะมีรายละเอียดต่างๆ คือ ปรินท์ลงกระดาษหัวธนาคาร ชื่อ ที่อยู่ เลขที่บัญชี ความเคลื่อนไหวทางการเงินวันไหนถึงวันไหน ซึ่งเราต้องใช้แบบทางการนี้เพื่อยื่นกับทาง VFS ครับ

2) หลักฐานแสดงที่มาของเงิน โดยสถานทูตจะดูถึง Transaction ของเราในอดีตย้อนไปในช่วงหกเดือนหลัง (transaction history) ก่อนการขอวีซ่า ว่าเป็นอย่างไร หากในเคสปกติ คือย้อนหลังไปหกเดือนมีเงินเข้าออกปกติ คือมีเงินในบัญชี มากกว่า 5000 Aud ขึ้นไปก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่หากว่าในบัญชีของเรามีเงินก้อนเข้ามาหลัก แสน ทางสถานทูตก็จะขอให้เราอธิบายถึง ที่มาของเงินเหล่านั้นพร้อมแนบหลักฐานไปด้วยครับ โดยต้องแนบหลักฐานหลักฐานที่เชื่อถือได้ไปด้วยครับ โดยหลักฐานที่ แนบไปเพื่ออธิบายการเข้ามาของเงินก้อนคือจดหมาย Evidence of source of funds โดยหลักๆ จะเป็นจดหมายที่ อธิบายถึงบัญชีของเรา ว่าเป็น บัญชีประเภทไหน เงินที่เข้าออกแต่ละเดือนถ้าเป็นบัญชีเงินเดือนก็อธิบายไปว่า เป็นบัญชีที่มีเงินเดือนในแต่ละเดือนของเราเข้าทุกวันที่เท่าไหร่ เงินก้อนหลักแสนที่เข้ามานั้น ได้มาจากไหน เช่นเงินก้อนมาจากบัญชีอีกบัญชีหนึ่งของเรา หรือมาจาก พ่อ แม่ พี่น้องหรือญาติของเรา โอนมาให้เราวันไหน จำนวนนวนเท่าไหร่ ครับ สุดท้ายคือข้อมูลของหลักฐานว่าเราจะแนบหลักฐานอะไรบ้างให้สถานทูต ดูเช่น ใบรับรองการทำงานที่ระบุเงินเดือน ใบถอนเงินจากบัญชีหนึ่งเข้ามาบัญชีเราที่ใช้ยื่นเรื่องกับสถานทูตครับ

ตัวอย่างที่ 1
เป็นการเขียนอธิบายว่า เราได้โอนเงินจากบัญชีหนึ่งเข้ามาในบัญชีปัจจุบัน โดยเป็นเงินหลักแสน แล้วเงินหลักแสนนั้นเป็นเงินที่ได้มาจากถอนมาจาก บัญชีหุ้น ครับ

ตัวอย่าง Evidence of source of funds 1
Evidence of Source of Funds tranfer เงินโอนจาก บช อิ่นตนเอง

ตัวอย่างที่ 2
เป็นการเขียนอธิบายว่า เราได้รับเงินโอนมาจากบัญชีแม่เรา เข้ามาในบัญชีปัจจุบัน โดยเป็นเงิน 150,000 บาท จากแม่ของเราที่เป็นผู้ปกครอง เพื่อเป็นของขวัญให้กับเราสำหรับเราเอาไปใช้สำหรับโครงการ Work and Holiday Visa โดยแม่ของเรา ก็จะเขียน Financial Support Letter ซึ่งจะเป็นจดหมายที่แม่ของเราจะเขียนถึงสถานทูตว่าทำไมแม่ถึงให้เงินเรา แม่เราทำอาชีพอะไร พร้อมทังแนบหลักฐานทางการเงินของแม่ คือ สมุดบัญชีของแม่ที่โอนเงิน 150,000 ให้กับเรา / ใบรับรองการทำงานของแม่ / สำเนาบัญประชาชนของแม่

ตัวอย่าง Evidence of source of funds 1
Evidence of source of funds เงินของขวัญจากเเม่

ตัวอย่าง Financial Support Letter

Financial Support Letter เเม่โอนให้ลูก

คำเตือน
จากตัวอย่างทั้ง 2 เคสที่ยกมาให้ดูข้างต้น ขอยกเป็นแค่ตัวอย่างเท่านั้น ห้ามนำเอาไปใช้เพื่ออธิบายกับสถานทูตในเคสของตนเอง เพราะต่างคน ต่างมีที่มาที่ไปต่างกันครับ ผมเชื่อว่าสถานทูตมีการพิจารณาเป็นเคสๆ ไป ดังนั้นการเขียนจดหมายนั้นต้องเขียนเพื่อให้ Case officer ซึ่งคือคนที่ดูแลเรื่องวีซ่าของเรามีความเชื่อในสิ่งที่เราเขียนไปนั่นเองครับ หลักๆคือ เขียนตามความเป็นจริง มีที่มาที่ไปชัดเจน เมื่อถามหาหลักฐานก็สามารถหามาได้ทันที

 

11. สำเนาบัตรประชาชนของผู้สมัคร

ฟอร์มการเเปลบัตรประชาชนแบบเก่า

แปล ID เก่า

ฟอร์มการเเปลบัตรประชาชนแบบ Smart Card

แปล ID Smart Card

12. หนังสือรับรองคุณสมบัติตัวจริงจากทาง ดย. (อย่าลืมถ่ายสำเนาเก็บไว้ส่วนตัวด้วย)
13. สำหรับผู้สมัครชาย เอกสารเพิ่มเติมที่จะต้องยื่นคือ หลักฐานทางทหารครับ ซึ่งก็จะต่างกันไปในแต่ละคนคือคนที่ผ่านการเกณฑ์ทหารแล้ว คนที่ผ่านการเรียน รด

ฟอร์มการแปล สด. 43 (คนที่ไปเกณฑ์ทหารจะได้ใบนี้)
Sor Dor 43 สด 43 Allaboutwah

ฟอร์มการแปล สด.8
Sor Dor 8 สด 8 Allaboutwah

ฟอร์มการแปล สด.9
Sor Dor 9 สด 9 Allaboutwah

14.หลักฐานการทำงาน เช่น จดหมายรับรองการทำงานที่ระบุชื่อ ตำแหน่ง เงินเดือน ของเรา

การเซ็นต์รับรองเอกสาร
เอกสารทุกอย่างที่เป็นสำเนาที่ยื่นให้สถานทูต เจ้าของเอกสารฉบับนั้น ต้องลงรับรองเอกสารนั้นด้วยตนเอง โดยใช้คำว่า ” Certified True Copy ” แล้วก็ลงลายเซ็นต์ภาษาไทยหรืออังกฤษตามหน้าพาสปอร์ตครับ

การแปลเอกสาร
เราสามารถแปลเอกสารเองได้ทั้งหมด โดยไม่ต้องจำเป็นต้องให้กงศุลรับรองให้ หรือไปจ้างเเปลตามบริษัทรับเเปลต่างๆ  โดยในใบที่แปลเราจะต้องลงชื่อผู้แปลด้วยเช่น

Certified Correct Translation
(Mr. Allaboutwah DotCom)
Translator

การยื่นวีซ่า
เมื่อเราเตรียมเอกสารข้างต้น ครบเรียบร้อยแล้ว เราก็สามารถไปยื่นวีซ่าได้ที่ โดยต้องทำการนัดหมายก่อนไป

วิธีการนัดหมายไปยื่นวีซ่าที่ VFS 

ศูนย์ยื่นวีซ่าประเทศออสเตรเลีย ( VFS ) อาคารเดอะเทรนดี้ ออฟฟิศ ชั้น 28 สุขุมวิท ซอย 13 แขวงคลองเตยเหนือ
เขตวัฒนา กรุงเทพฯ 10110

เวลาทำการ : 8.30 น. – 16.30 น. วันจันทร์ ถึง วันศุกร์ ยกเว้นวันหยุดของสถานทูตออสเตรเลีย
เวลายื่นใบสมัคร : 8.30 น. – 15.00 น.-
เวลารับผล : 10.00 น.- 16.30 น.

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม :
สามารถติดต่อได้ที่เบอร์โทรศัพท์ :++66(0) 267 23476 / 77 / 78 / 79
ระหว่างเวลา 8.30-16.30 น. วันจันทร์ถึงวันศุกร์ ยกเว้นวันหยุดของสถานทูตออสเตรเลีย
อีเมล: info.dibpth@vfshelpline.com

ใครไปไม่รู้จัก VFS อยู่ไหนไปดูแผนที่ VFS กันครับ

แผนที่ VFS

STEP BY STEP การไป VFS โดย BTS

*** เมื่อเราไปยื่นวีซ่าที่ VFS เรียบร้อย ทาง เจ้าหน้าที่ VFS จะคืน Passport เเละใบเสร็จรับเงินค่าวีซ่าเเละค่าบริการ VFS  ให้กับเรามาทันที เพื่อเอาไว้ใช้เวลาไปตรวจสุขภาพต่อไป เนื่องจากประเทศออสเตรเลียจะไม่มีวีซ่าติดที่เล่ม วีซ่าที่ได้รับจะเป็นเเค่กระดาษเอสี่เท่านั้นครับ ***

การตรวจสุขภาพ

การตรวจสุขภาพของวีซ่า Work and Holiday Visa ออสเตรเลีย นั้นได้เปลี่ยนมาใช้ระบบ Online ( eHealth ) คือเราต้องยื่นไปยื่นวีซ่ากับ VFS ก่อน แล้วทางสถานทูต ที่เป็น Case Officer ที่ดูแลพิจารณาวีซ่าเรา จะส่งรายละเอียด (Health Examination List หรือ client identification number) มาให้เราทางอีเมล์ เพื่อให้ไปตรวจสุขภาพกับโรงพยาบาลที่สถานทูตกำหนดเท่านั้นครับ

รายชื่อโรงพยาบาลที่สถานทูตกำหนดให้ไปตรวจสุขภาพ

ข้อมูลเพิ่มเติมการตรวจสุขภาพระบบ Online

การพิจารณาและรับผลวีซ่า

 

timaus

เราสามารถเช็คสถานะวีซ่าของเราได้จาก website ของ VFS โดยปกติจะใช้เวลาประมาณ 14 วันทำการไม่นับวันเสาร์ อาทิตย์ โดยทางสถานทูต อาจจะโทรมาสัมภาษณ์หรือขอเอกสารเพิ่มได้

โดยเมื่อเจ้าหน้าที่สถานทูตออสเตรเลีย พิจารณาวีซ่าเสร็จ ผลการพิจารณาจะส่งมาทางไปรษณีย์ที่เราได้กรอกไว้ในวันที่ไปยื่นที่ VFS ครับ

โดยหากวีซ่าผ่านจะได้ใบเเจ้งรายละเอียดวีซ่าของคือใบกระดาษ A4 Visa Grant Notice ตามตัวอย่าง

 

หรือหากไม่ผ่านการพิจารณาวีซ่า จนท ก็จะเเจ้งเหตุผลในการพิจารณาในครั้งนี้ว่าสาเหตุคืออะไร เเละหากเราคิดว่ามีเหตุผลที่จะเเก้ไขได้จากการปฎิเสธวีซ่าที่มา เราก็สามารถยื่นวีซ่าเข้าไปได้ใหม่โดยเสียค่าธรรมเนียมใหม่อีกครั้งครับ

 

 

หากมีข้อสงสัยอะไรเพิ่มเติมสามารถเมลล์ถามผมได้โดยตรงครับที่ allaboutwah@gmail.com

Article by : แม้ว allaboutwah@gmail.com / LINE ID :  @allaboutwah   / allaboutwah

( อัพเดท 29  มิถุนายน 2561 )

Comments are closed.